7 เรื่องราวความรัก “เลสเบี้ยน” เปลี่ยนแปลงโลก

0
1642

 ตั้งแต่ในอดีตชาวเลสเบี้ยนได้ต่อสู้เผื่อเรียกร้องสิทธิสำหรับกลุ่มคนหลากหลายทางเพศตลอดมาทั้งในห้องเรียน ชั้นศาล และตามท้องถนนทั่วโลก และนี่คือบางส่วนของคู่รักเลสเบี้ยนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในประวัติศาสตร์

1. The Daughters

ย้อนกลับไปในปี 1955 ที่ San Francisco เวลานั้นบาร์เลสเบี้ยนยังคงเป็นสิ่งที่ถูกรังเกียจเหยียดหยาม แม้แต่การเต้นรำกับเพศเดียวกันในที่สาธารณะก็เป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย แต่คู่เลสเบี้ยน Del Martin และ Phyllis Lyon กลับร่วมกันก่อตั้งองค์กรทางสังคมและการเมืองเพื่อเลสเบี้ยน ชื่อ The Daughters of Bilitis และใช้เวลากว่า 50 ปี ในการต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มรักร่วมเพศและยังเป็นคู่รักเพศเดียวกันคู่แรกที่แต่งงานกันที่ California ในปี 2008 ก่อนที่ Del จะจากไป

DudeAdam-7 Real-life lesbian love stories 001002. โศกนาฏกรรมการพรากจากกันของคู่รักเลสเบี้ยน

ในปี 80 Karen Thompson และ Sharon Kowalski มีความสุขกับชีวิตส่วนตัวที่อยู่ด้วยกันใน Minnesota แต่ชีวิตคู่ของพวกเธอกลับต้องถูกพรากจากกันเมื่อ Sharon เกิดอุบัติเหตุจากการเมาแล้วขับทำให้เธอได้รับบาดเจ็บทางสมอง Karen ต่อสู้นานกว่าหนึ่งทศวรรษเพื่อที่จะได้ดูแล Sharon เนื่องจากครอบครัวของ Sharon ไม่ยอมรับว่าลูกสาวของพวกเขานั้นรักร่วมเพศรวมถึงห้าม Karen ไม่ให้แม้แต่ไปเยี่ยมคนรัก

จนกระทั่ง Sharon เริ่มดีขึ้น เธอจึงเรียนรู้วิธีการส่งข้อความเพื่อสื่อสารกับคนอื่นและบ่อยครั้งเธอก็ขอร้องให้ Karen กลับไปหา รวมถึงการร้องขอต่อศาลด้วย ในปี 1991 ศาลอุทธรณ์แห่ง Minnesota จึงได้ตัดสินเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งนี่เป็นคดีที่โด่งดังในชื่อว่า ‘Guardianship of Kowalski’ โดยมีคำสั่งให้ Sharon กลับไปดูแลและเป็นผู้ปกครองของ Karen

DudeAdam-7 Real-life lesbian love stories 00101

3. พยาบาลโรค AIDS และนักกิจกรรมเพื่อเลสเบี้ยน

Roma Guy และ Diane Jones ร่วมกันก่อตั้ง San Francisco Women’s Building ในปี 1979 และต่อสู้เพื่อความยุติธรรมทางสังคมมาหลายทศวรรษ Diane ทำงานพยาบาลผู้ป่วย HIV และ AIDs ในช่วงปี 70 ซึ่งเป็นช่วงที่มีการระบาดของโรคอย่างแพร่หลาย ร่วมกับ Roma ภรรยาของเขาที่อุทิศชีวิตเพื่อรณรงค์แก้ไขสิทธิของสตรีและกลุ่มหลากหลายทางเพศ รวมทั้งการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับ HIV ความพยายามของพวกเธอถูกถ่ายทอดไว้ในหนังของ HBO ชื่อเรื่อง ‘When We Rise’

4. คู่รักที่ต่อสู้เพื่อการแต่งงานของเลสเบี้ยน

แม้จะมีการปฏิเสธและขาดการสนับสนุนจากกลุ่มความหลากหลายทางเพศ (LGBT) ในยุคนั้น แต่ Mary Bishop และ Sharon Baldwin ก็ไม่ยอมล้มเลิกที่จะต่อสู้เรื่องการแต่งงานของเพศเดียวกันใน Oklahoma พวกเธอต่อสู้มานานมากกว่าทศวรรษและความพยายามก็เห็นผลเมื่อการแต่งงานในเพศเดียวกันเริ่มถูกกฎหมายในหลายๆ รัฐ นั้นทำให้เธอทั้ง 2 คนได้แต่งงานครองคู่กันอย่างถูกต้องในที่สุด

DudeAdam-7 Real-life lesbian love stories 001025. นักกิจกรรมผู้บุกเบิกเพื่อชาวเลสเบี้ยน

Ruth Ellis เป็นผู้หญิงผิวสีที่โดดเด่นและใช้ชีวิตอยู่จนถึงวัย 101 ปี เธอและคู่ชีวิต Babe Franklin อาศัยอยู่ด้วยกันในฐานะคนรักตั้งแต่ปี 1920 บ้านของพวกเธอใน Michigan กลายเป็นที่พบปะสังสรรค์ของกลุ่มความหลากหลายทางเพศแอฟริกัน-อเมริกัน (African-American LGBT) ในยุคที่ยังคงมีการเลือกปฏิบัติอยู่มากมาย รวมถึง The Ruth Ellis Center ที่จัดตั้งขึ้นในปี 1999 มันเป็นหน่วยงานที่ให้บริการทั้งในระยะสั้นและระยะยาวเพื่อจัดหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยให้ผู้ลี้ภัย คนไร้บ้าน เลสเบี้ยน เกย์ คนข้ามเพศและกลุ่มหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ที่เป็นเยาวชน

 

6. แสงสว่างจากนรก

Mina Meyer และ Sharon Raphael อยู่ด้วยกันมามากกว่า 40 ปี พวกเธอร่วมกันรณรงค์ด่านสุขภาพของเลสเบี้ยน รณรงค์ป้องกัน AIDS และการแต่งงานในเพศเดียวกันเสมอมา ไม่ว่ายังไงพวกเธอก็ไม่เคยยอมแพ้ให้กับการต่อสู้เพื่อสิทธิของกลุ่มคนหลากหลายทางเพศ รวมถึงในการต่อสู้กับกลุ่มเคร่งศาสนาที่ล้อมกลุ่มหลากหลายทางเพศในเหตุการณ์ ‘Gay People Burn In Hell’ ด้วย ในเหตุการณ์นั้นทั้งคู่สวมเสื้อที่เขียนว่า ‘Dykes from Hell’ (เลสเบี้ยนมาจากนรก) ในที่ชุมนุมและในปีถัดมาก็จัดตั้งกลุ่มสำหรับเลสเบี้ยนและเกย์สูงอายุขึ้นเพื่อดูแลผู้หลากหลายทางเพศที่อายุมาก ก่อนที่ Mina จะเสียชีวิตลงในปี 2016

DudeAdam-7 Real-life lesbian love stories 00103 7. ผู้ปกป้องรักษาประวัติศาสตร์ชาวเลสเบี้ยน

คู่รัก Joan Nestle และ Deb Edel ก่อตั้ง The Lesbian Herstory Archives เพื่อเก็บรักษาข้อมูล เอกสารต่างๆ เกี่ยวกับเลสเบี้ยนในอพาร์ทเมนของพวกเธอในปี 1974 ในปัจจุบันพวกเธอรวบรวมหนังสือที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ของเลสเบี้ยนไว้มากกว่า 20000 เล่ม และรูปภาพมากกว่า 12000 รูป

DudeAdam-7 Real-life lesbian love stories 00104 แปลจาก http://www.pinknews.co.uk

NO COMMENTS

LEAVE A REPLY